‘น้องสาวคิม’ ขู่มะกัน-โสมขาวระวัง ‘เจอดี’ หนักกว่าเก่า หลังไม่เบรกแผนซ้อมรบ

‘น้องสาวคิม’ ขู่มะกัน-โสมขาวระวัง ‘เจอดี’ หนักกว่าเก่า หลังไม่เบรกแผนซ้อมรบ คิม โยจอง น้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ออกมาประณามรัฐบาลเกาหลีใต้ว่า “ทรยศ” หลังเตรียมเปิดการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ พร้อมขู่ว่าทั้งอเมริกาและโสมขาวจะต้องเผชิญภัยคุกคามความมั่นคงที่ร้ายแรงยิ่งกว่าเดิมเป็นสิ่งตอบแทน

สำนักข่าวยอนฮัปของเกาหลีใต้รายงานว่า กองทัพเกาหลีใต้และสหรัฐฯ จะเริ่มการฝึกเบื้องต้นในวันนี้ (10 ส.ค.) ก่อนที่จะมีการซ้อมรบด้วยวิธีจำลองสถานการณ์ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในสัปดาห์หน้า ท่ามกลางเสียงเตือนจากเปียงยางว่า กิจกรรมนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นสัมพันธ์

น้องสาวผู้นำ คิม จองอึน แห่งเกาหลีเหนือ ได้มีถ้อยแถลงผ่านทางสำนักข่าว KCNA ว่า การซ้อมรบระหว่างสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ “เป็นสิ่งที่ไม่สมควร และเป็นการทำลายตัวเอง” อีกทั้งยังมีเจตนาข่มขู่และกระพือความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี

“สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้จะต้องเผชิญภัยคุกคามด้านความมั่นคงที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่า จากการที่พวกเขามองข้ามคำเตือน และเดินหน้าแผนการซ้อมรบที่อันตรายนี้” คิม โยจอง ระบุ

หญิงสาวผู้ได้ฉายา “เจ้าหญิงแห่งเปียงยาง” ยังประณามพฤติกรรม “ทรยศหักหลัง” ของโซล เนื่องจากเกาหลีเหนือและใต้เพิ่งจะเชื่อมต่อสายด่วนระหว่างรัฐบาลเพื่อบรรเทาความขัดแย้งกันได้ไม่นาน

ทั้งนี้ ปฏิกิริยาที่รุนแรงจากเกาหลีเหนือนับเป็นสัญญาณร้ายต่อความพยายามของประธานาธิบดีมุน แจอิน แห่งเกาหลีใต้ที่หวังจะจัดการประชุมซัมมิต รวมถึงเปิดสำนักงานประสานงานร่วม (joint liaison office) ระหว่าง 2 เกาหลีอีกครั้ง หลังจากที่ถูกเปียงยางระเบิดทำลายไปเมื่อปีที่แล้ว

สหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ในเกาหลีใต้ประมาณ 28,500 นาย โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเกาหลีเมื่อปี 1950-53 ซึ่งปิดฉากลงด้วยข้อตกลงหยุดยิง แต่ยังไม่มีการทำสนธิสัญญาสันติภาพ ซึ่งทำให้ในทางเทคนิคแล้วถือว่าคาบสมุทรเกาหลียังอยู่ใน “ภาวะสงคราม”

ปฏิบัติการซ้อมรบร่วมได้ถูกลดขนาดลงมามากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพื่อให้เอื้อต่อการเปิดเจรจาโน้มน้าวเกาหลีเหนือให้ล้มเลิกโครงการนิวเคลียร์

อย่างไรก็ดี การพูดคุยได้หยุดชะงักไปในปี 2019 และแม้เกาหลีเหนือและสหรัฐฯ จะยังยืนกรานว่าเปิดกว้างสำหรับการทูต แต่ก็ไม่วายยื่นเงื่อนไขให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องทำตามข้อเรียกร้องของตนเสียก่อน

คิม โยจอง ชี้ว่า ความเคลื่อนไหวทางทหารของสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่า “การทูต” ของวอชิงตันนั้นเป็นเพียงข้ออ้างอำพรางนโยบายก้าวร้าวต่อเกาหลีเหนือ และสันติภาพบนคาบสมุทรเกาหลีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยอมถอนทหารทั้งหมดออกจากเกาหลีใต้

เธอยืนยันว่า เกาหลีเหนือจะยกระดับมาตรการป้องปรามที่ไม่จำกัด (absolute deterrence) ซึ่งรวมถึงศักยภาพด้านการโจมตีก่อน (pre-emptive strike capability) เพื่อรับมือภัยคุกคามจากสหรัฐฯ ที่นับวันก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

“ความเป็นจริงได้พิสูจน์แล้วว่า มาตรการป้องปรามเชิงปฏิบัติเท่านั้นที่จะการันตีสันติภาพและความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีได้ — หาใช่เพียงคำพูดไม่ — และเราจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความเข้มแข็งเพื่อต่อกรกับภัยคุกคามจากภายนอก” คิม ระบุ

Categories: News